ออนไลน์ฟรี The Man in the High Castle บุรุษเหนือฟ้า ในปราสาทสูง ซีรีส์ของ Amazon Prime Video สร้างจากนิยายระดับรางวัลของ “ฟิลิป เค ดิค” และอำนวยการสร้างโดย “ริดลีย์ สกอตต์” (เบลด รันเนอร์ / Prometheus) และแฟรงก์ สปอตนิตซ์ (The X-File แฟ้มลับคดีพิศวง) ว่าด้วยเรื่องราวประวัติศาสตร์สมมุติ ถ้าฝ่ายสัมพันธมิตรพ่ายแพ้สงครามโลกครั้งที่ 2 จะเกิดอะไรขึ้น

ซีรีส์แนวประวัติศาสตร์สมมุติ ที่เรียกกันในภาษาอังกฤษสั้นๆ ว่า “What if” มีความหมายว่า “ถ้ามีจุดเปลี่ยนเป็นแบบนั้นอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง” ในกรณีนี้คือ ในปี 1962 โลกที่นาซีชนะสงครามด้วยการหย่อนระเบิดปรมาณูลงที่ วอชิงตัน ดี.ซี. เมืองหลวงของสหรัฐอเมริกาแทนที่ประวัติศาสตร์ปกติในโลกเราที่อเมริกาหย่อนลงที่ นางาซากิ ฮิโรชิม่า ของญี่ปุ่น จนจักรพรรดิญี่ปุ่นต้องยอมแพ้ ในโลกคู่ขนานที่แตกต่างออกไป หลังอเมริกาแพ้สงครามก็ถูกนาซีเข้าปกครอง ฝั่งตะวันออกเป็นอาณาจักรนาซีไรช์ ส่วนฝั่งตะวันตกเป็นรัฐแปซิฟิกของญี่ปุ่น มีพื้นที่โซนกลางเป็นเขตไร้การปกครองคั่นไว้อีกที แต่สถานการณ์ในโลกที่อื่นตัวเรื่องไม่ได้ให้เห็น นอกจากเอ่ยถึงประกอบบางช่วง (ญี่ปุ่นยังรบกับจีนอยู่)

ออนไลน์ฟรี เรื่องราวเริ่มที่ Juliana Crain ตัวเอกของเรื่องได้พบกับ “ม้วนหนัง” ที่ฉายภาพ “โลกที่ต่างออกไป” เป็นโลกที่ฝ่ายสัมพันธมิตรได้รับชัยชนะเหนือฝ่ายอักษะ (เยอรมัน ญี่ปุ่น) จากน้องสาวของเธอที่ถูก Kido หัวหน้าหน่วย “เคมเปไต” หน่วยสารวัตรทหารของกองทัพจักรวรรดิญี่ปุ่นในรัฐแปซิฟิกสังหาร เพื่อแย่งชิงหนังม้วนนี้มาจากเธอ และก็ตามหาบุคคลลึกลับที่อยู่เบื้องหลังม้วนหนังในชื่อ The Man in the High Castle หรือ บุรุษเหนือฟ้า ในปราสาทสูง

ที่เป็นชื่อเรื่องนี้นั่นเอง และไม่ใช่แค่ฝ่ายญี่ปุ่นที่ตามล่า แต่ฮิตเลอร์เองก็ส่งคนมาตามล่าหาตัวบุรุษลึกลับนี้เช่นกัน ผ่าน John Smith นายทหารอเมริกันที่แปรพักต์ไปเข้ากับนาซีจนได้รับการแต่งตั้งขึ้นเป็นหัวหน้าหน่วย SS คอยดูแลสอดส่องภัยคุกคามต่างๆ ของอาณาจักรนาซีไรช์ในอเมริกา และหาทางจัดการกับกลุ่มต่อต้านที่ซ่องสุมกำลังกันอยู่หลายที่ในขณะนี้

จุดเด่นของเรื่องนี้คือ การสมมุติประวัติศาสตร์หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่แตกต่างออกไปได้อย่างสมจริง พร้อมกับการสร้างโลกคู่ขนานที่มีโปรดักชั่นดีไซน์ คอสตูม ทุกอย่างเนี๊ยบ “สมจริงแบบสมมุติ” แบบไร้ที่ติ โดยที่ยังคงมีประวัติศาสตร์ในโลกปกติโผล่มาในรูปแบบของหนังฟุตเทจจากของจริงผสมกัน เป็นแนวหนังประวัติศาสตร์สงครามที่มีส่วนของไซไฟผสมเจือปนอยู่จางๆ (แต่สำคัญ) โดยช่วงแรกเรื่องจะไปเดินไปแบบเรื่อยๆ ค่อยๆ

ปูพื้นโลกคู่ขนานนี้ให้คนดูได้เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นมาบ้างหลังจากนาซีกับญี่ปุ่นเข้ายึดครองอเมริกา โดยให้น้ำหนักเรื่องราวทั้ง 2 ฝ่ายถือว่าเท่าเทียมกัน มีการสานต่อหน่วย SS กับ เคมเปไต ให้มาอยู่ในอเมริกา และก็ทำหน้าที่คล้ายกัน แต่แนวทางแตกต่างกัน ที่เหมือนกันคือความโหดเหี้ยมที่ยังคงสืบต่อมาจากช่วงสงครามโลกแบบที่เราเคยได้รับรู้มาเช่นเดิม และหนังก็ให้อารมณ์สิ้นหวังแบบโหดร้ายกับตัวละครที่ถูกฝ่ายนาซีกับญี่ปุ่นกระทำตลอดเวลา ไม่ต่างอะไรกับแนวหนังนาซีเข่นฆ่าชาวยิวในค่ายกักกันเรื่องอื่นๆ เลย ภาพที่ออกมาจึงมีความรุนแรงมากตลอดเรื่องไม่เว้นแม้แต่เด็ก รวมถึงมีฟุตเทจนาซีโหดๆ จากโลกปกติรวมด้วย ใครที่ใจไม่แข็งพอหรือไม่ได้ชอบหนังที่มีภาพโหดร้ายหดหู่ก็คงต้องแนะนำให้ข้ามเรื่องนี้ไปครับ

และไม่ใช่แค่ประวัติศาสตร์นาซีกับญี่ปุ่นที่ถูกสมมุติต่อเติมขึ้นมา แต่ตัวเรื่องก็มีส่วนของประวัติศาสตร์ในโลกปกติให้เห็นในแบบเปรียบเทียบว่า จริงๆ แล้วอเมริกาก็มีเรื่องการเข่นฆ่าชาวอินเดียนแดงกับการเหยียดรังเกียจเชื้อชาติอื่น โดยเฉพาะคนผิวดำ ที่ฝังลึกอยู่ในประวัติศาสตร์ช่วงเวลาเดียวกันกับในเรื่อง รวมถึงปมปัญหาของแนวคิดการคัดเชื้อชาติบริสุทธิ์ของนาซีที่ผิดธรรมชาติความจริงที่มนุษย์ทุกคนต่างต้องมียีนส์ด้อยอยู่ในตัว ก็ถูกใส่มาเป็นปมขัดแย้งในจิตใจกับตัวละครฝั่งนาซีที่ต้องตกอยู่ในชะตากรรมนี้เองเช่นกัน เรื่องจึงไม่ได้นำเสนอแค่ความโหดร้ายของนาซีหรือญี่ปุ่นเพียงเท่านั้น แต่เป็นการชี้ให้เห็นความผิดพลาดของมนุษย์ในช่วงเวลาหนึ่งของประวัติศาสตร์ที่ต้องเรียนรู้ มากกว่าจะซ้ำเติมฝ่ายไหนมากขึ้นไปอีก แม้จะเป็นเรื่องสมมุติก็ตาม

จุดเด่นอีกอย่างคือตัวละครในเรื่องนี้แม้จะมีฝักฝ่ายชัดเจน แต่ก็มีการกระทำที่ไม่ได้ตรงไปมาเสมอไป ตัวเรื่องคาดเดาได้ยากกว่าอะไรจะเกิดขึ้นต่อไป เพราะตัวละครมีการหักหลังทรยศเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา แต่ไม่ใช่การวางบทแบบตั้งใจหักมุมคนดูแบบแถๆ ตัวละครมีการปูพื้นมาก่อนให้เห็นเหตุผลรองรับการตัดสินใจที่น่าเชื่อถือได้ทุกครั้ง ทั้งนี้ตัวละครเกือบทุกตัวต่างติดอยู่ในวังวนของความโหดร้ายทารุณ

ไม่ได้มีฝ่ายไหนถูกมองว่าดูดีหรือทำถูกต้องเสมอไป แม้ว่าเรื่องจะกำหนดชัดเจนว่านาซีกับญี่ปุ่นเป็นตัวร้ายหลัก แต่หลายครั้งตัวละครหลักหรือรองของทั้งสองฝ่ายนี้ ต่างก็มีเหตุผลของการกระทำให้เราเห็นใจหรือเข้าใจในบทบาทของเขาได้ ในขณะที่กลุ่มต่อต้านหรือแม้แต่ตัวบุรุษเหนือฟ้าเองก็ไม่ได้ทำถูกต้องหรือทำดีเสมอไป ซึ่งนางเอก Juliana Crain (รับบทโดย Alexa Davalos) จะเป็นตัวละครกลางๆ ที่ได้สัมผัสคลุกคลีลงลึกกับทุกฝ่ายในเรื่อง

หนังสร้างให้เธอเป็นสาวสวยสะดดุตาใครต่อใคร และมาพร้อมความแกร่งกล้าเอาตัวรอดได้เสมอ แม้ว่าจะต้องพลิกเกมเข้ากับฝ่ายไหนก็ตาม ซึ่งเธอก็รับบทได้อย่างลงตัวมาก เธอเป็นตัวแปรของเรี่องราวทั้งหมดตั้งแต่ซีซั่น 1-4 ร่วมกับตัว John Smith (รับบทโดย Rufus Sewell) ที่แม้จะเป็นอเมริกันนาซีโหดเหี้ยม แต่ก็มีแง่มุมหลายอย่างให้เรารู้สึกเห็นใจและน่าสงสาร ซึ่งเป็นจุดเด่นของเรื่องนี้ที่สร้างเรื่องราวมิติของตัวละครในมุมของความเป็นมนุษย์ตามแต่สถานการณ์ที่เขาเป็นอยู่ได้อย่างลึกซึ้ง คนดูจะไม่รู้สึกเกลียดชังตัวละครไหนหมดใจได้เลยจนถึงช่วงสุดท้ายของชีวิตแต่ละคน

อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Post Navigation