เว็บดูหนังฟรี ดูซีรีย์เกาหลี ครึ่งแรกของ Fear the Walking Dead ซีซั่น 6 นั้นแข็งแกร่งอย่างแน่นอน รูปแบบ กวีนิพนธ์ ได้ทำงานเพื่อให้ตัวละครมีโอกาสเปล่งประกายและสำรวจเรื่องราวต่างๆ แม้ว่าปี 607 จะไม่ได้หมายถึงตอนจบกลางฤดูกาล แต่“ Damage from the Inside” ก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมจนทำให้ครึ่งแรกของฤดูกาลจบลง

เราได้เรียนรู้มากมายจาก“ ความเสียหายจากภายใน” John Dorie หายไปเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ซึ่งน่าจะเป็นช่วงเวลาระหว่างตอนที่ 606 ถึง 607 Al และ Dwight ได้ก่อตั้งตัวเองที่ Casa Morgan สแตรนด์อาจจะโชคไม่ดีกับอลิเซียหลังจากที่ทิ้งเธอไว้ข้างหลังเพื่อเป็นมือขวาของเวอร์จิเนีย และในที่สุดเราก็เหลือบไปเห็นเกรซที่ตั้งครรภ์มาก

โดยรวมแล้วตอนนี้มีปัจจัยสำคัญในการคืบคลานกับฉากที่ลอดจ์และตัวเดินที่บ้าคลั่งที่เอ็ดกำลังสร้างขึ้น “ Damage from the Inside” ให้ความรู้สึกเหมือนหนังสยองขวัญที่ติดอยู่ในรายการเกี่ยวกับซอมบี้ที่มีความตึงเครียดและดราม่ามากมายให้เริ่มเล่น มันเป็นการออกจากตอนอื่น ๆ ของฤดูกาล แต่มันอัดแน่นไปด้วยการแสดงอันทรงพลังจากนักแสดง

ในช่วงเริ่มต้นของฤดูกาล Alycia Debnam-Carey กล่าวว่าอลิเซียจะมีโอกาสแสดงให้เห็นว่าเธอ “โต” แค่ไหนในระหว่างการให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ เป็นไปได้ที่จะเห็นการเติบโตในปี 607 ขณะที่เธอตัดสินใจว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร ก่อนที่สแตรนด์จะโทรหาเธอเธอวางแผนที่จะหนีไปที่สนามเบสบอลกับชาร์ลีแล้ว เด็มนัม – แครี่ดำเนินตอนนี้เป็นผู้ใหญ่ที่ชาร์ลีและดาโกต้าต้องการให้เธอเป็นแม้จะยังเด็ก

เนื่องจากFear TWDกำลังถ่ายทำอีกครั้งมีความหวังว่าการแสดงจะกลับมาอีกครั้งหลังจากจบตอนโบนัสหกตอนของ The Walking Dead ซึ่งจะฉายรอบปฐมทัศน์กลางฤดูกาลในช่วงกลางเดือนเมษายน มันเป็นเวลาที่รอคอยมานาน แต่ถ้าครึ่งหลังของฤดูกาลที่ 6 แข็งแกร่งเท่ากับครึ่งแรกมันจะคุ้มค่ากับการรอคอย

เว็บดูหนังฟรี ดูซีรีย์เกาหลี The Prom Netflix รีวิว หนังมิวสิคคอล งานพรอม ที่เต็มไปด้วยแสงสีเสียง ฉูดฉาด ตระการตา เอาใจคน LGBT โดยผู้กำกับ ไรอัน เมอร์ฟี่ ที่มีผลงานจาก Glee

ตัวหนังเป็นการเรียกร้องสิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกและความหลากหลายทางเพศ รวมถึงแฝงการจิกกัดสังคมอเมริกัน ใส่ความดราม่าปนตลกแบบมิวสิคคอล ซึ่งแทบจะเป็นลายเซ็นต์ของผู้กำกับรายนี้ไปแล้วแทบทุกเรื่อง และทำได้ดีในการเรียกร้องให้คนในครอบครัวหันมาพูดจากัน

The Prom Netflix เรื่องย่อ
เรื่องราวสุดวุ่นวายนี้เริ่มขึ้น เมื่อโรงเรียนมัธยมปลายแห่งหนึ่งในในอินเดียนนา ได้มีแผนที่จะสั่งยกเลิก “งานพรอม” ซึ่งถือว่าเป็นงานเลี้ยงส่งท้ายจบการศึกษาระดับไฮสคูลที่จะจัดกันในทุกโรงเรียนของสหรัฐ และถือว่าเป็นงานสำคัญครั้งสุดท้ายที่เหล่าหนุ่มๆสาวๆจะได้โอกาสร่วมปาร์ตี้อย่างสุดเหวี่ยง พร้อมโชว์ความเริดหรูอลังการ นี่จึงเป็นงานที่นักเรียนไฮสคูลในสหรัฐทุกแห่งตั้งเป้าจะเฉดฉายให้ได้สักครั้ง แต่แล้วงานของโรงเรียนแห่งหนึ่งกลับถูกให้ยกเลิกโดยสมาคมครูและผู้ปกครอง เพราะสาเหตุจากการแอนตี้ เอ็มม่า สาวน้อยที่เปิดตัวว่าเป็นเลสเปี้ยนและจะพาแฟนสาวมาในงานพรอม

แต่ทางครูใหญ่ก็ไม่เห็นด้วย จึงทำให้ต้องมีการถกเถียงอีกครั้ง แล้วเรื่องก็กลายเป็นข่าวใหญ่ ในขณะเดียวกัน อดีตสตาร์ดังของวงการบอรดเวย์สี่คน ที่เป็นนักร้อง นักแสดง นักเต้น นักแต่งเพลง ที่เป็นพวกหลงตัวเองสุดขั้ว ก็ทราบข่าวเรื่องการยกเลิกงานพรอม พวกเขาจึงเห็นเป็นโอกาสที่จะพาพวกตนเองมาเป็นจุดสนใจอีกครั้ง รวมถึงพวกเขาต่างก็อยากมาช่วยเป็นกำลังใจให้เอ็มม่าเพื่อต่อสู้เรียกร้องสิทธิในฐานะคนหลากหลายทางเพศ และการวางกลยุทธ์เพื่อหาทางให้นำงานพรอมกลับมา

หนังที่เป็นส่วนผสมของอะไรหลายอย่างเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นหนังวัยรุ่น หนังรัก หนัง LGBT แต่ด้วยความที่หนังเป็นสไตล์มิวสิคคอลที่ต้องอาศัยความสามารถในการแสดงแบบเล่นใหญ่ในหลายฉาก จึงใช้นักแสดงรุ่นใหญ่มาเป็นเมนหลักในการเล่นบทมิวสิคคอลด้วย ซึ่งก็ถือว่าทำได้ดีมาก โดยเฉพาะ เมอร์รีล สตรีฟ และ เจมส์ คอร์เดน ที่จัดหนักจัดเต็มทั้งการร้องและการเต้น หรือแม้กระทั่ง นิโคล คิดแมน ที่ก็มาปล่อยของเอาในช่วงกลางเรื่องได้แบบเซอร์ไพร์สเหมือนกัน

ในส่วนของรุ่นเล็ก ต้องยอมรับว่าสองนักแสดงสาวอย่าง โจเอลเลน เอลแมน และ เอเรียอาน่า เดอโบส ก็ทำได้ดีกว่าที่คาดคิด โดยเฉพาะเคมีเวลาเข้าคู่กัน ที่ก็ทำให้ดูแล้วพอจะเชื่อได้ว่านี่คือคู่รัก LGBT แบบลับๆ ดังนั้นในแง่ของนักแสดง นี่คือจุดเด่นที่สุดของหนัง รวมถึงฉากมิวสิคคอลที่น่าจะจับใจชาว LGBT ไม่น้อย ทั้งฉาก แสงสีเสียง ไดอาล็อค และเนื้อหาในเพลงต่างๆ ที่ต้องการเรียกร้องสิทธิและการแสดงออกของชาว LGBT ในสังคมอเมริกัน ให้ได้รับการยอมรับมากขึ้น

แต่จุดด้อยที่ต้องยอมรับ ก็คือมันเป็นหนังกึ่งเพลงที่มีความเฉพาะกลุ่มมาก แม้ว่าตัวหนังจะมีความพยายามทำให้มันเป็น Mass เพื่อจับตลาดคนดูวงกว้าง ไม่ใช่แค่ LGBT ทั่วไป แต่ยังพยายามจับกลุ่มคนดูผิวสีด้วย แต่ก็ไม่ได้ช่วยให้หนังเรื่องนี้หลุดไปจากสไตล์ของหนังแนว LGBT ทั่วไปที่ก็ยังวนเวียนอยู่กับการเรียกร้องสิทธิในการแสดงออกของคนกลุ่มนี้ ซึ่งนี่ก็เป็นแนวของผู้กำกับ ไรอัน เมอร์ฟี่ ที่แทบจะเป็นลายเซ็นของผู้กำกับคนนี้ไปแล้วด้วย

อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

Post Navigation