เมื่อวันที่(22 มิถุนายน 63)สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า ผู้ใช้แอปฯ โซเชียลมีเดีย TikTok และ แฟนเพลงเกาหลี หรือ เคป๊อป (K-pop) ถูกระบุว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับตัวเลขคนจองที่นั่งที่มากเกินความจริงในการปราศรัยหาเสียงครั้งแรกในรอบหลายเดือนของประธานาธิบดีทรัมป์ เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา

ผู้ใช้สื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ รวมทั้ง TikTok แอปพลิเคชั่นวิดีโอยอดนิยมของวัยรุ่น ถูกกล่าวหาว่าอยู่เบื้องหลังการแกล้งลงทะเบียนหลอก ๆ เพื่อจองที่นั่งในการปราศรัยหาเสียงของประธานาธิบดีทรัมป์ ที่เมืองทัลซา รัฐโอกลาโฮมา โดยไม่ตั้งใจจะไปร่วมฟังการหาเสียงจริงๆ

โดยก่อนหน้าการปราศรัยจะเริ่มขึ้น ผู้จัดการคณะหาเสียงของทรัมป์ แบรด พาร์สเกลระบุว่ามีผู้จองตั๋วสำหรับที่นั่งในสนามกีฬา BOK Center เข้ามามากกว่า 1 ล้านคน ในขณะที่สนามกีฬานั้นมีความจุเพียง 19,000 ที่นั่ง

แต่เมื่อการปราศรัยเริ่มขึ้น ปรากฏว่ามีที่นั่งว่างจำนวนมาก โดยสื่อหลายสำนักระบุว่า ผู้เข้าร่วมฟังประธานาธิบดีทรัมป์หาเสียงในครั้งนี้มีจำนวนประมาณ 6,000 คน ซึ่งน้อยกว่าที่คาดไว้มาก

นายพาร์สเกล กล่าวโทษว่าเป็นเพราะสื่อกระแสหลักที่ทำให้ผู้ลงทะเบียนจำนวนมากไม่มาร่วมงาน และอ้างว่าเป็นเพราะการประท้วง Black Lives Mattter บริเวณหน้าสนามกีฬาดังกล่าวด้วย

อ่านต่อ

หวังว่าจะดีขึ้น! มุมไบ, 21 มิถุนายน 63 (ซินหัว) — เกล็นมาร์ค ฟาร์มาซูติคัลส์ (Glenmark Pharmaceuticals) ประกาศตัวเป็นบริษัทอินเดียแห่งแรก ที่จำหน่ายยาฟาวิพิราเวียร์ (Favipiravir) ในตลาดภายในประเทศ เพื่อรักษาผู้ป่วยโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) อาการไม่รุนแรงจนถึงปานกลาง

คำแถลงจากบริษัทฯ เมื่อคืนวันเสาร์ (20 มิถุนายน 63) ระบุว่าหน่วยงานกำกับควบคุมยาของประเทศได้อนุมัติให้บริษัทผลิตยาฟาวิพิราเวียร์ ซึ่งจะถูกจัดจำหน่ายตามใบสั่งยาจากแพทย์ภายใต้ชื่อฟาบิฟูล (FabiFlu) ในราคา 1.35 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 44 บาท) ต่อเม็ด

ยาฟาวิพิราเวียร์ที่ได้รับการสนับสนุนด้วยหลักฐานทางคลินิก สามารถใช้รักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ที่มีโรคอื่นปรากฏร่วมอยู่ด้วย เช่น โรคเบาหวาน และโรคหัวใจ รวมถึงมีอาการของโรคโควิด-19 ในระดับไม่รุนแรงจนถึงปานกลาง

อ่านต่อ

 เมื่อวันที่ (22 มิถุนายน 63) จากกรณี เพจเฟซบุ๊ก กองทุนพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ได้โพสต์ข้อความตามหาสุนัข น้อง “น้องหอมนวล” ที่หายตัวออกไปจาก โรงเรียนฝึก K9 กองบิน 41 จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อคืนที่ผ่านมา ก่อนที่ช่วงบ่ายวานนี้ พระองค์เจ้าสิริภาจุฑาภรณ์ ทรงโพสต์พบเบาะแสสุนัข “หอมนวล” แล้ว พบวิ่งตามนักกีฬาขึ้นดอยสุเทพ

ผู้สื่อข่าวรายงานว่าตลอดทั้งช่วงบ่ายวานนี้ พล.ต.ต.พิเชษฐ จีระนันตสิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเชียงใหม่ นำเจ้าหน้าที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ร่วมกับ เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย ออกตรวจสอบและตามหาสุนัขหอมนวลตามจุดต่าง ๆ กระทั่งล่าสุดเมื่อช่วงเย็นวานนี้ เจ้าหน้าที่ได้พบตัวเจ้าหอมนวล บริเวณจุดชมวิว บนวัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร ขณะที่กำลังนั่งเล่นอยู่ ซึ่งเจ้าหน้าที่ได้นำตัวลงมาที่ สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ ก่อนที่ครูฝึกสุนัขจากกองบิน 41 ได้เข้ามาตรวจสอบรูปพรรณ ยืนยันเป็นเจ้าหอมนวลตัวจริง จึงพากลับโรงเรียนฝึก

อ่านต่อ

สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (สดร.) “สุริยุปราคา วงแหวน” หรือ NARIT เผยภาพปรากฏการณ์สุริยุปราคาเหนือฟ้าเมืองไทย ช่วงบ่ายวานนี้ (21 มิถุนายน 2563) จาก เชียงใหม่ ฉะเชิงเทรา โคราช และสงขลา ภาคเหนือของไทยดวงอาทิตย์ถูกบังเยอะสุดกว่าร้อยละ 60 มีชาวไทยให้ความสนใจติดตามปรากฏการณ์กันทั่วประเทศ โซเชียลมีเดียทุกช่องทางคึกคัก แชร์ภาพกันสนั่น สดร. จัดถ่ายทอดสดผ่านเฟซบุ๊กสถาบันฯ มีผู้ติดตามหลายล้านคน

สุริยุปราคาที่เกิดขึ้นในวันที่ 21 มิถุนายน 2563 เป็น “สุริยุปราคา วงแหวน” แนวคราสวงแหวนพาดผ่านสาธารณรัฐอัฟริกากลาง คองโก เอธิโอเปีย ตอนใต้ของปากีสถาน ตอนเหนือของอินเดีย และสาธารณรัฐประชาชนจีน

ในประเทศไทยเห็นเป็น “สุริยุปราคาบางส่วน” ในช่วงเวลาประมาณ 13:00 – 16:10 น. ตามเวลาประเทศไทย ดวงจันทร์บดบังดวงอาทิตย์เพียงบางส่วน เว้าแหว่งมากที่สุดเวลาประมาณ 14:49 น. (เวลา ณ กรุงเทพมหานคร) สามารถสังเกตได้ทุกภูมิภาคของไทย แต่ละภูมิภาคจะมองเห็นดวงอาทิตย์เว้าแหว่งแตกต่างกันไป

ดวงอาทิตย์ถูกบดบังมากที่สุดบริเวณภาคเหนือที่อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย ประมาณร้อยละ 63 ส่วนภาคใต้ที่อำเภอเบตง จังหวัดยะลา ดวงอาทิตย์ถูกบดบังน้อยที่สุดเพียงร้อยละ 16 และ กรุงเทพมหานคร ดวงอาทิตย์ถูกบดบังประมาณร้อยละ 40

สำหรับปรากฏการณ์สุริยุปราคาบางส่วนเหนือฟ้าเมืองไทยในครั้งนี้ มีประชาชนชาวไทยให้ความสนใจติดตามชมกันอย่างคึกคัก เห็นได้ชัดในสื่อโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง ต่างพากันแชร์ภาพบรรยากาศการสังเกตการณ์ทั้งแบบทางตรงและทางอ้อม และรวมถึงภาพดวงอาทิตย์ที่เว้าแหว่งกันเป็นจำนวนมาก นอกจากนี้ สดร. ยังจัดถ่ายทอดสดสุริยุปราคาเหนือฟ้าเมืองไทยตลอดทั้งปรากฏการณ์ ตั้งแต่เวลา 13.00-16.10 น. มียอดการเข้าชมหลายล้านคน

อ่านต่อ

นางสาวปารีณา ไกรคุปต์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) จ.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ โพสต์ลงเฟซบุ๊กวันนี้ (22 มิถุนายน 63) ท้าทาย ให้นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มาออกรายการแฉ ซึ่งเป็นรายการข่าวและทอล์กโชว์ชื่อดัง พร้อมกับตน

“แค่อยากฝากมดดำไปถึงนายกปู ว่าปารีณาขอท้านายกปูให้มาเจอกันในแฉเทปหน้าได้ไหมคะ แน่จริงก็มานะคะ” นางสาวปารีณา โพสต์

โพสต์ดังกล่าวมีขึ้นหลังจากนางสาวปารีณาเห็นว่า มดดำ-คชาภา ตันเจริญ พิธีกรรายการแฉ โพสต์รูปคู่กับนางสาวยิ่งลักษณ์ในโซเชียลมีเดียเมื่อวานนี้ (21 มิถุนายน 63) ซึ่งตรงกับวันเกิดของอดีตนายกรัฐมนตรี พร้อมทั้งอวยพรให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองนางสาวยิ่งลักษณ์

หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกต โพสต์ดังกล่าวของนางสาวปารีณาให้ความรู้สึกค่อนแคะ มดดำ คชาภา หรือไม่ และการที่โพสต์ท้าให้นางสาวยิ่งลักษณ์มาออกรายการแฉ ก็คงเป็นข้อเสนอที่เป็นไปไม่ได้ เพราะนางสาวยิ่งลักษณ์ได้รับการตัดสินจำคุกและลี้ภัยไปอาศัยในต่างประเทศ

ก่อนหน้านี้ นางสาวปารีณาเคยมาร่วมรายการแฉหลายครั้ง แต่ครั้งที่ทำให้หลายคนจดจำได้มากที่สุดตั้งแต่ที่ผ่านมา ก็คือ การออกรายการร่วมกับ บุ๋ม-ปนัดดา วงศ์ผู้ดี พิธีกรและอดีตผู้ชนะการประกวดนางสาวไทย เกี่ยวกับเรื่องความเห็นเกี่ยวกับกฎหมายการคุกคามทางเพศ ที่ทั้งคู่มีมุมมองที่แตกต่างกัน

อ่านต่อ

เมื่อวันนี้ ( 20 มิถุนายน 63 ) กรมอุทยานฯ แห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ย้ำรื้อถอน “อาคารบอมเบย์เบอร์มา” อายุ 127 ปี ที่ จ.แพร่ เพื่อปรับปรุงบูรณะใหม่ทั้งหมดให้คงรูปแบบเดิม เพราะอาคารเสื่อมโทรมเสื่อมสภาพทั้งหลัง

นายอิศเรศ สิทธิโรจนกุล ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 13 (แพร่) กล่าวถึงกรณีการรื้อถอน “อาคารบอมเบย์เบอร์มา” อายุ 127 ปี จ.แพร่ ว่า อาคารหลังดังกล่าวเป็นอาคารเก่าที่บริษัทค้าไม้ข้ามชาติ บริษัท อีสเอเชียแปซิฟิก ได้สัมปทานค้าไม้ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยตั้งแต่ปี 2438

เมื่อยกเลิกสัมปทานป่าไม้ไปแล้วอาคารดังกล่าวจึงอยู่ในความดูแลของกรมป่าไม้และกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แต่ปัจจุบันอยู่ในความดูแลของสวนรุกขชาติเชตวัน จ.แพร่ ภายใต้ความรับผิดชอบของกรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช แต่ด้วยความเก่าของตัวอาคารอายุกว่า 127 ปี ทำให้มีการเสื่อมสภาพและยังเปิดพื้นที่ให้เที่ยวชมด้วย ทำให้มีนักท่อเงที่ยวเข้ามาเยี่ยมชมตัวอาคารจำนวนมากในแต่ละปี

จากการสำรวจเมื่อปี 2559 พบสภาพอาคารเริ่มผุกร่อนมากขึ้น โดยผู้เชี่ยวชาญด้านอาคารเห็นว่าควรซ่อมแซมปรับปรุงใหม่เพื่อให้ตัวอาคารมีความปลอดภัยมากยิ่งขึ้น จึงของบประมาณจังหวัดแพร่ปี 2561 และได้รับอนุมัติงบประมาณสำหรับการปรุงซ่อมแซมในปีนี้ (2563)

ทั้งนี้อาคารหลังนี้อยู่นอกเขตเมืองจึงไม่ถูกระบุต้องทำตามขั้นตอนการประชาพิจารณ์ความเห็นของพื้นที่ ทำให้ผู้รับเหมาโครงการดำเนินการรื้อถอนตามสัญญาว่าจ้าง

สำหรับการรื้ออาคารเก่าที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และมีความผูกพันธ์กับชุมชน ส่งผลกระทบสร้างความเสียใจต่อประชาชนในพื้นที่และประชาชนที่เคยมาเที่ยวชมอย่างมาก ในฐานะผู้รับผิดชอบในพื้นที่ต้องขอโทษขออภัยกับประชาชนทุกคนที่ดำเนินการด้วยความไม่รอบคอบ ไม่มีการชี้แจงหรือแจ้งให้ประชาชนทราบขั้นตอนต่างๆ ก่อน แม้จะเป็นพื้นที่นอกเขตเมืองเพราะความเป็นอาคารเก่ามีประวัติศาสตร์กว่า 100 ปี จึงควรสอบถามความเห็นและทำประชาพิจารณ์ให้ชัดเจนก่อน โดยยืนยันว่าการรื้ออาคารบอมเบย์ เบอร์มา ไม่ใช่การทุบทิ้งหรือทุบทำลายแต่อย่างใด แต่เป็นขั้นตอนการรื้อเพื่อบูรณะปรับปรุงอาคารขึ้นใหม่อีกครั้ง ด้วยอาคารเสื่อมสภาพอย่างมากจำเป็นต้องรื้อออกทั้งหมด

อ่านต่อ

เมื่อวันนี้ ( 20 มิถุนายน 63 ) ผู้ว่าฯ สิงห์บุรีสั่งสอบปลัดเทศบาลฯ ดื่มเหล้าในสำนักงาน อ้างในขวดเหล้าเป็นน้ำปลา ส่วนน้ำแข็งและโซดานำมาชงน้ำหวานดื่มเท่านั้น

จากกรณีที่ปลัดเทศบาลแห่งหนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีแห่งหนึ่งใน จ.สิงห์บุรี พร้อมพวกได้ตั้งวงดื่มเหล้าในสำนักงานเทศบาล และในเวลาราชการ โดยชาวบ้านทนเห็นพฤติกรรมดังกล่าวไม่ได้จึงทำการถ่ายคลิปวิดีโอแล้วไปร้องเรียนสื่อ

ล่าสุด นายชำนาญวิทย์ เตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสิงห์บุรี ได้สั่งการรองผู้ว่าฯ ให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น ขณะที่ นายบรรลือ ชูชาติ นายอำเภอพรหมบุรี เปิดเผยว่า จะรีบดำเนินการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยใช้เวลาดำเนินการประมาณ 7 วัน และล่าสุดได้ทำหนังสือเรียกนายพงศธร เอกนิรันด์ ปลัดเทศบาลตำบลบางน้ำเชี่ยว ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีบางน้ำเชี่ยว มาสอบข้อเท็จจริงแล้ว

อย่างไรก็ตาม หลังจากเป็นข่าว ปลัดเทศบาลฯ คนดังกล่าวก็เก็บตัวเงียบ ทีมข่าวพยายามติดต่อก็ชี้แจงเพียงสั้นๆ ว่า ขวดเหล้าที่เห็นภายในเป็นน้ำปลา ส่วนน้ำแข็งและโซดานำมาชงน้ำหวานดื่มเท่านั้น

อ่านต่อ

การหายตัวไปของ “วันเฉลิม สัตย์ศักดิ์สิทธิ์” NGO ผู้ซึ่งลี้ภัยทางการเมืองอยู่ในประเทศกัมพูชา นับเป็นอีกครั้งที่คำว่า “ผู้ลี้ภัย” ปรากฏในความรับรู้ของคนไทย จากที่ผ่านมาสังคมไทยดูจะไม่ได้ให้ความสนใจกับประเด็นนี้มากนัก แม้จะมีผู้ลี้ภัยเดินทางเข้ามาและอาศัยอยู่ในประเทศไทยเป็นจำนวนมากก็ตาม หรือหากมีการพูดถึง ก็จะเป็นภาพของอาชญากรหรือภาระของประเทศ ประกอบกับการที่ประเทศไทยไม่ได้มีกฎหมายรองรับผู้ลี้ภัย ส่งผลให้คนกลุ่มนี้ต้องมีชีวิตอยู่อย่างหลบซ่อน เพราะการเปิดเผยตัวอาจทำให้พวกเขาต้องพลัดพรากจากครอบครัวและสูญเสียอิสรภาพไปชั่วชีวิต

แต่ในแง่ของมนุษยธรรม ผู้ลี้ภัยก็เป็นมนุษย์ที่มีเลือดเนื้อและความใฝ่ฝันไม่ต่างจากคนอื่นๆ ดังนั้น คนกลุ่มนี้จึงจำเป็นต้อง “ถูกมองเห็น” เพื่อให้ได้รับความช่วยเหลือ การมองเห็นผู้ลี้ภัยจะให้อะไรกับตัวเราและสังคมไทย มาหาคำตอบไปพร้อมกัน

ผู้ลี้ภัยในสายตาศิลปิน
เป็นที่รู้กันดีว่าประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัยของสหประชาชาติ ปี 2494 และไม่มีกฎหมายรับรองสถานภาพของผู้อพยพ และผู้แสวงหาที่ลี้ภัย ดังนั้น ประเทศไทยจึงไม่ใช่สถานที่รองรับการลี้ภัย ผู้ลี้ภัยส่วนใหญ่ที่เข้ามานั้น จะหนีภัยสงครามและการเมืองเข้ามาในประเทศไทยด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว เมื่อวีซ่าหมดอายุ ก็ต้องอยู่อย่างหลบซ่อน เพื่อไม่ให้ถูกจับกุมตัว เงื่อนไขทางกฎหมายเช่นนี้เป็นปัจจัยลำดับแรกๆ ที่ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นผู้ลี้ภัยได้ ประกอบกับแนวคิดชาตินิยมที่ทำให้เรามองผู้ลี้ภัยเป็นคนอื่น รวมทั้งทัศนคติที่มองว่าคนเหล่านี้เป็นผู้ที่เข้ามากอบโกยผลประโยชน์ของประเทศไทย ก็ทำให้เรามองข้ามความเป็นมนุษย์ของคนเหล่านี้ นำไปสู่การต่อต้าน โจมตี หรือมองไม่เห็นว่าคนเหล่านี้มีตัวตนและต้องการความช่วยเหลือ

คุณจิรวัฒน์ เอื้อสังคมเศรษฐ์ ศิลปินวิดีโอและภาพยนตร์ ผู้จัดนิทรรศการ “ฉันไม่ได้รับอนุญาตให้อยู่ในโลกความจริงของคุณ” ที่ว่าด้วยชีวิตของผู้ลี้ภัยในเมือง ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้เปิดเผยถึงสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการทำงานกับผู้ลี้ภัยว่า นอกจากคนไทยจะไม่รับรู้การมีอยู่ในเชิงกายภาพของผู้ลี้ภัยแล้ว ยังมองไม่เห็นถึงเรื่องราวเบื้องหลังของคนเหล่านี้ด้วย

“เรามักจะมองเห็นเขาในอีกแบบหนึ่ง คือมองว่าทำไมเขาต้องมาอยู่ประเทศเรา คิดจะมาทำอะไร แต่ถ้าไปดูจริงๆ ผู้ลี้ภัยส่วนมากก็ไม่ได้อยากอยู่ประเทศไทย เขาอยากไปต่อประเทศที่สาม ซึ่งมันอาจจะสะท้อนได้ว่าการมองไม่เห็น มันก็มีได้หลายระดับ บางครั้งความเข้าใจที่คลาดเคลื่อน และเรามองไม่เห็นสิ่งที่เป็นแกนของเขา มันก็อาจจะเรียกได้ว่าเรามองไม่เห็นเขา เรามองไม่เห็นความเป็นมนุษย์ของเขา” คุณจิรวัฒน์กล่าว

คุณจิรวัฒน์เล่าว่า การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยเป็นเวลานาน 2 ปี เพื่อจัดทำนิทรรศการ ถือเป็นการ “เปิดตา” ให้เขารู้ว่าที่จริงแล้ว ผู้ลี้ภัยไม่ใช่แค่คนที่อยู่ในค่ายตามชายแดน แต่อยู่ใกล้ตัวเขามากกว่าที่คิด นั่นคือกลุ่ม “ผู้ลี้ภัย ในเมือง” ซึ่งมีสถานะและตัวตนที่เลือนรางยิ่งกว่ากลุ่มที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย

“ผู้ลี้ภัยในเมืองส่วนมากเข้ามาในประเทศไทยเพราะว่าเรามี UNHCR ที่จะช่วยให้เขาได้ไปอีกประเทศหนึ่ง แต่กลายเป็นว่ากระบวนการที่จะไปประเทศที่สามมันนานมากจนวีซ่าเขาขาด ต้องมีชีวิตอยู่ในพื้นที่แคบๆ แม้ว่าจะสามารถออกมาเจอโลกภายนอกบ้าง แต่ก็ไม่สามารถเปิดเผยตัวตนได้ ทำให้ตัวตนของผู้ลี้ภัยไม่ถูกมองเห็น และถ้าเขาโชคร้าย ถูกจับ เขาก็ต้องติดคุกเลย ถ้าโชคร้ายกว่านั้น คือไม่มีเงินประกันตัว ผมคิดว่าการถูกคุมขังโดยที่ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสจะได้รับการปล่อยตัวหรือไม่ มันก็เป็นนรกแบบหนึ่ง เป็นความทุกข์ทรมานแบบหนึ่ง” คุณจิรวัฒน์เล่า

“ผู้ต้องกัก” ใน ตม.
ชีวิตในฐานะ “ผู้ต้องกัก” ของผู้ลี้ภัยที่ถูกควบคุมตัวในสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองจะเป็นอย่างไรนั้น น้อยคนที่จะได้รู้เห็น แต่เรามักจะได้ยินได้ฟังจากการบอกเล่าของคุณศักดา แก้วบัวดี นักแสดงที่ได้ชื่อว่าเป็น “เพื่อนของผู้ลี้ภัย” ที่นอกจากจะไปเยี่ยมเยียนผู้ลี้ภัยใน “ศูนย์กักขัง” แล้ว ยังเคยประกาศระดมทุนช่วยเหลือครอบครัวผู้ลี้ภัย ให้สามารถเดินทางไปยังประเทศที่สามหลายครั้ง

คุณศักดาเล่าว่า เขาได้รู้จักกับผู้ลี้ภัยครั้งแรกเมื่อปี 2017 เมื่อเพื่อนชาวฝรั่งเศสฝากให้เขานำอาหารไปเยี่ยม “เอริก” ผู้ลี้ภัยชาวคองโก และเขาพบว่ามีผู้ลี้ภัยหลายเชื้อชาติถูกคุมตัวอยู่ในศูนย์ จึงขอให้เอริกหาข้อมูลของผู้ลี้ภัยคนอื่นๆ มาให้ เพื่อจะได้ติดต่อขอเข้าเยี่ยมคนอื่นๆ ได้

“พอได้เยี่ยมห้องอื่น ก็เริ่มเห็นว่ามีคนแก่ มีเด็กอยู่ในนั้น เด็กบางคนโดนจับมาทั้งครอบครัว แม่จะถูกแยกไปห้องกักกันหญิง พ่อจะถูกแยกไปห้องกักกันชาย ลูกก็จะถูกแยกไปอีกห้อง ซึ่งทั้งครอบครัวจะไม่ได้เจอกันเลย การที่จะให้ทั้งครอบครัวมาเจอกัน ต้องมีคนเยี่ยมตามจำนวน เช่น ครอบครัวนี้มีกัน 4 คน ผมก็ต้องพาคน 4 คน ไปเยี่ยม 4 คนนี้ เพื่อให้ทุกคนได้ออกจากห้องมาเจอกัน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่ผมเข้าไปเยี่ยม แล้วก็ไม่เคยหยุดเลยในช่วงครึ่งปีแรก”

คุณศักดาอธิบายว่า ผู้ลี้ภัยเหล่านี้ต้องถูกคุมตัว 24 ชม. ในห้องที่แออัด การเข้าไปเยี่ยมจะทำให้พวกเขาได้ออกมาที่ห้องเยี่ยมและพูดคุยกับคนอื่นๆ และจะได้กินอาหารนอกเหนือจากที่ศูนย์กักขังจัดหาให้ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่เติมเต็มจิตใจของผู้ลี้ภัย นอกจากนี้ การเข้าเยี่ยมผู้ลี้ภัยยังทำให้เขาได้รับรู้เรื่องราวของคนเหล่านี้ บางคนมีสมาชิกในครอบครัวอาศัยอยู่ข้างนอก จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้คุณศักดาเริ่มนำอาหารและของใช้จำเป็นไปเยี่ยมผู้ลี้ภัยในเมืองด้วย

“หลายคนที่เขาถูกแยกกันไปด้วยเหตุผลหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น ตม. ถูกขังคนละห้อง แค่มีคนไปเยี่ยมแล้วเขาได้ออกจากห้องมาเจอหน้ากัน ผมเห็นเขาเจอกัน ร้องไห้ เราก็มีความสุขไปด้วย ถ้าได้ไปอยู่ในประเทศที่ปลอดภัยมากกว่านี้ มีอิสระมากกว่านี้ ก็ยิ่งดี ผมก็เลยคิดว่าสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุดคืออยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน และอยู่ในพื้นที่ที่ปลอดภัย” คุณศักดากล่าว

การพบปะและรับฟังเรื่องราวของผู้ลี้ภัย ทำให้คนธรรมดาอย่างคุณศักดาหันมาทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ได้อย่างไม่คาดคิด นั่นคือการติดต่อสถานทูตในประเทศต่างๆ ที่รองรับผู้ลี้ภัย และส่งครอบครัวผู้ลี้ภัยให้เดินทางไปยังประเทศที่สาม ด้วยเงินเก็บของตัวเองและการระดมทุนจากเพื่อนในโลกออนไลน์ ซึ่งครอบครัวที่ได้รับการพูดถึงมากที่สุด คือครอบครัวของ “เหนีย” ชาวม้งที่เป็นคริสเตียนจากทางตอนเหนือของเวียดนาม ที่หนีการปราบปรามของรัฐบาลเวียดนามไปยังประเทศลาว ก่อนจะล่องเรือพาภรรยาและลูกสาว 5 คน ฝ่าพายุข้ามแม่น้ำโขงมายังประเทศไทย ก่อนที่เหนียจะถูกจับที่กรุงเทพฯ ขณะเดินทางกลับจากการติดต่อ UNHCR

“วันที่เหนียโดนจับวันแรก จนกระทั่งวันสุดท้ายที่ผมได้ช่วยให้เขาได้ไปฝรั่งเศส เป็นเวลา 9 ปีครึ่ง นั่นคือระยะเวลาที่เขาไม่เคยเจอหน้าลูกและเมียอีกเลย ลูกคนเล็กที่อายุ 2 เดือน ช่วงที่โดนจับ กว่าจะได้เจอกันครั้งแรก ลูกคนนั้นก็อายุ 10 ขวบแล้ว วันที่เขาเจอกันครั้งแรกในสถานทูต ลูกจำพ่อไม่ได้ แต่ลูกคนโตจำได้ดี เจอกันครั้งแรกเขาก็โผกอดกันร้องไห้ในสถานทูต” คุณศักดาย้อนภาพในอดีต ก่อนเล่าเสริมว่า หลังจากนั้น ครอบครัวนี้ต้องรับโทษโดยการถูกคุมขังในข้อหาเข้าเมืองผิดกฎหมาย และขณะนี้ทุกคนเป็นอิสระ ได้ไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ประเทศฝรั่งเศสแล้ว

นอกจากกรณีของเหนียแล้ว อีกครอบครัวที่หลายคนติดตามเรื่องราวจากเฟซบุ๊กของคุณศักดา ก็คือ “บ็อกเซอร์” อดีตนักมวยชื่อดังชาวปากีสถาน ที่นับถือศาสนาคริสต์ และถูกชุมชนชาวมุสลิมโจมตี ทำให้ภรรยาและลูกชายถูกทำร้ายจนบาดเจ็บและพิการ เมื่อเขาและครอบครัวหนีมายังประเทศไทย ก็พบว่าเงินในบัญชีธนาคารที่ปากีสถานถูกยึด บ้านก็ถูกเผาทำลาย และหลังจากนั้น ภรรยาของเขาก็ถูกจับกุมตัวและถูกขังในศูนย์กักขัง ซึ่งบ็อกเซอร์ก็ทำอาหารไปเยี่ยมภรรยาทุกวัน จนได้พบกับคุณศักดา

อ่านต่อ

ศาล จังหวัดสระแก้ว แจงจำเลยคดีพรากผู้เยาว์ฆ่าตัวตายทิ้งจดหมาย อ้างศาลเชื่อเด็กมากกว่า คดีนี้ยังไม่เริ่มสืบพยาน ผู้ตายได้การประกันตัวแล้ว

ผู้สื่อข่าวมีรายงาน จากกรณีที่มีข่าวว่า นายพสุธา จำเลยที่ถูกพนักงานอัยการโจทก์ยื่นฟ้องในคดีความผิดเกี่ยวกับเพศ ความผิดต่อเสรีภาพ ได้ฆ่าตัวตาย และมีสื่อมวลชนได้ลงข่าวเกี่ยวกับขั้นตอนในกระบวนการยุติธรรมว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

ในส่วนของศาลจังหวัดสระแก้ว จากการตรวจสอบพบว่าคดีนี้ข้อเท็จจริงยังไม่ได้ขึ้นบัลลังก์พิจารณาคดี โดยศาลนัดสืบพยานโจทก์ ในวันที่ 18 – 19 มิถุนายน 2563 เวลา 09.00-16.30 น.

อ่านต่อ

เมีย หนุ่มถูกจับฉกมือถือพนักงานโรงแรม เพิ่งรู้ผัวเป็นเกย์ แถมติดเชื้อ HIV เผยเวลามีอะไรกันไม่ได้สวมถุงยางป้องกัน

ความคืบหน้ากรณีการจับกุม นายวันชัย หรือ บีเอ็ม อายุ 28 ปี หลังก่อเหตุขโมยโทรศัพท์มือถือของพนักงานโรงแรมแห่งหนึ่ง ใน อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 63 ที่ผ่านมา ตำรวจตามไปจับได้ค้นห้องเจอบัตรประชาชน, บัตร ATM และบัตรต่างๆ กว่า 30 กว่าใบ สารภาพขโมยมาจากชายหนุ่มที่แอบภรรยาไปนัดมีเพศสัมพันธ์กัน

จากการสอบสวน นายวันชัย หรือ บีเอ็ม อายุ 28 ปี ผู้ต้องหาให้การรับสารภาพว่า ตัวเองติดเชื้อ HIV และติดยาเสพติด ส่วนบัตรต่างๆ ที่พบส่วนใหญ่เป็นของเพื่อนชายที่มีรสนิยมรักร่วมเพศ โดยพูดคุยผ่านโปรแกรมแชทสำหรับกลุ่มชายรักชาย แล้วนัดเจอเพื่อมีเพศสัมพันธ์กัน และบางทีตนเองก็จะทำทีเป็นพ่อเล้าติดต่อเด็กให้กลุ่มชายรักชาย

หลังจากมีเพศสัมพันธ์กันแล้ว ก็จะแอบหยิบกระเป๋าเงิน ซึ่งมีบัตรของผู้เสียหายไว้ เพื่อสะสมเป็นของที่ระลึกเกือบ 20-30 ใบ บางส่วนส่งคืนทางไปรษณีย์ให้ผู้เสียหายไปบ้างแล้ว ซึ่งทุกคนไม่ทราบว่าตนเองติดเชื้อ HIV โดยอ้างว่าได้พยายามเตือนชายทุกคนให้สวมถุงยาง

อ่านต่อ